<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://kkn.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://kkn.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดศรีจันทร์ พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://kkn.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/646</link>
<guid isPermaLink="false">e734d95ff869db47455b1b414338eb42</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://kkn.onab.go.th/cms/s57/u1/เกี่ยวกับเรา/ตราสำนักงานพระพุทธศาสนา.png" style="width: 100px; height: 120px;" /></p>

<p><strong>ดวงตราสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ</strong></p>

<p>อธิบาย ตรานี้ใช้ธรรมจักรบนฐานดอกบัว เรียกว่า &quot;ไตรรัตนจักร&quot; (กงล้อ คือ พระรัตนตรัย) เป็นสัญลักษณ์แทนพระรัตนตรัย คือ<br />
(1) ดอกบัวแทนพระพุทธเจ้า ดังพระบาลีในเถรคาถาว่า &quot;พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก แต่ไม่ติดในโลกีวิสัย ดุจดอกบัวเกิดในน้ำแต่ไม่เปียกน้ำ (ขุ.เถร. 26/388)<br />
(2) ดอกบัวแทนพระอริยสงฆ์ ดังพุทธวจนะในธรรมบทว่า &quot;ดอกบัวเกิดที่กองขยะที่เขาทิ้งไว้ข้างทางใหญ่ มีกลิ่นหอมรื่นรมย์ใจฉันใด ท่ามกลางมหาชนผู้โง่เขลา เป็นดุจสิ่งปฏิกูล พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยปัญญาฉันนั้น&quot; (ขุ.ธ. 25-59)<br />
(3) ดอกบัวมี 7 กลีบ เป็นสัญลักษณ์แทนดอกบัว 7 ดอก ที่เกิดขึ้นรองรับพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อคราวประสูติ หรือสัญลักษณ์แทนโพชฌงค์ 7<br />
(4) ธรรมจักร เป็นสัญลักษณ์แทนพระธรรม คือ อริยสัจสี่ อันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา ที่ทรงแสดงในวันเพ็ญเดือน 8 วันที่พระรัตนตรัยครบสมบูรณ์<br />
(5) ซี่ธรรมจักร 12 ซี่ เป็นสัญลักษณ์แทนการรู้แจ้งอริยสัจแต่ละข้อด้วยญาณ ทั้ง 3 (สัจจญาณ, กิจจญาณ, และกตญาณ) (3x4 = 12)<br />
(6) พระบาลีในธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรว่า<br />
ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ = กงล้อคือพระธรรม<br />
อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงหมุนไปแล้ว ไม่มีใครหมุนกลับได้</p>

<p>ศ. พิเศษเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต<br />
29 ตุลาคม 2545</p>
]]></description>
<enclosure url='https://kkn.onab.go.th/th/file/get/file/20200730818f4654ed39a1c147d1e51a00ffb4cb194934.jpg' type='image/jpg' length='399616' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดเจติยภูมิ]]></title>
<link>https://kkn.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/647</link>
<guid isPermaLink="false">a8b51e47589b844d7436e4fc0698047c</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://kkn.onab.go.th/cms/s57/u1/เกี่ยวกับเรา/ตราสำนักงานพระพุทธศาสนา.png" style="width: 100px; height: 120px;" /></p>

<p><strong>ดวงตราสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ</strong></p>

<p>อธิบาย ตรานี้ใช้ธรรมจักรบนฐานดอกบัว เรียกว่า &quot;ไตรรัตนจักร&quot; (กงล้อ คือ พระรัตนตรัย) เป็นสัญลักษณ์แทนพระรัตนตรัย คือ<br />
(1) ดอกบัวแทนพระพุทธเจ้า ดังพระบาลีในเถรคาถาว่า &quot;พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก แต่ไม่ติดในโลกีวิสัย ดุจดอกบัวเกิดในน้ำแต่ไม่เปียกน้ำ (ขุ.เถร. 26/388)<br />
(2) ดอกบัวแทนพระอริยสงฆ์ ดังพุทธวจนะในธรรมบทว่า &quot;ดอกบัวเกิดที่กองขยะที่เขาทิ้งไว้ข้างทางใหญ่ มีกลิ่นหอมรื่นรมย์ใจฉันใด ท่ามกลางมหาชนผู้โง่เขลา เป็นดุจสิ่งปฏิกูล พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยปัญญาฉันนั้น&quot; (ขุ.ธ. 25-59)<br />
(3) ดอกบัวมี 7 กลีบ เป็นสัญลักษณ์แทนดอกบัว 7 ดอก ที่เกิดขึ้นรองรับพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อคราวประสูติ หรือสัญลักษณ์แทนโพชฌงค์ 7<br />
(4) ธรรมจักร เป็นสัญลักษณ์แทนพระธรรม คือ อริยสัจสี่ อันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา ที่ทรงแสดงในวันเพ็ญเดือน 8 วันที่พระรัตนตรัยครบสมบูรณ์<br />
(5) ซี่ธรรมจักร 12 ซี่ เป็นสัญลักษณ์แทนการรู้แจ้งอริยสัจแต่ละข้อด้วยญาณ ทั้ง 3 (สัจจญาณ, กิจจญาณ, และกตญาณ) (3x4 = 12)<br />
(6) พระบาลีในธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรว่า<br />
ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ = กงล้อคือพระธรรม<br />
อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงหมุนไปแล้ว ไม่มีใครหมุนกลับได้</p>

<p>ศ. พิเศษเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต<br />
29 ตุลาคม 2545</p>
]]></description>
<enclosure url='https://kkn.onab.go.th/th/file/get/file/20200730b1f62fa99de9f27a048344d55c5ef7a6195135.jpg' type='image/jpg' length='362361' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดธาตุ พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://kkn.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/648</link>
<guid isPermaLink="false">a1c2fe5565b5853ddaea85044918445c</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://kkn.onab.go.th/cms/s57/u54/1669849_396073207209246_89386683.jpg" style="width: 700px; height: 466px;" /></p>

<p><b>ประวัติวัดธาตุ (พระอารามหลวง)</b></p>

<p><b>วัดธาตุ&nbsp; พระอารามหลวง</b>&nbsp;ตั้งอยู่เลขที่&nbsp; ๒๓๗&nbsp; ถนนกลางเมือง (บ้านเมืองเก่า)&nbsp; ตำบลในเมือง&nbsp;&nbsp; อำเภอเมืองขอนแก่น&nbsp;จังหวัดขอนแก่น&nbsp;&nbsp; สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย&nbsp; สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๒ โดยพระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี (เพี้ยเมืองแพน) เจ้าเมืองขอนแก่น เป็นผู้ก่อสร้างขึ้นพร้อมกับการตั้งเมืองขอนแก่น และได้สร้างพระธาตุขึ้นเป็นปูชนียสถานที่เคารพสักการะของชาวเมืองขอนแก่น จึงเรียกชื่อวัดนี้ว่า&nbsp;&quot;วัดธาตุ&quot; ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง&nbsp;<b>ชั้นตรี&nbsp; ชนิดสามัญ</b>&nbsp;&nbsp;<b>เมื่อปี&nbsp; พ.ศ.&nbsp; ๒๕๒๑ &nbsp;&nbsp;</b>มีเนื้อที่ ๑ ๒ไร่มีอาณาเขตดังนี้<br />
<b>ทิศเหนือ</b>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ติดต่อกับที่ดินเอกชน<br />
<b>ทิศตะวันออก</b>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ติดต่อกับซอยสาธารณะและถนนรอบบึงแก่นนคร<br />
<b>ทิศใต้</b>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ติดต่อกับซอยสาธารณะ<br />
<b>ทิศตะวันตก</b>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ติดต่อกับถนนกลางเมืองและที่เอกชน<br />
<b>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พ.ศ. ๒๓๓๕</b>&nbsp;ท้าวสัก ตำแหน่ง เพี้ยเมืองแพน อยู่บ้านชีโหล่น เมืองสุวรรณภูมิ ได้ชักชวนครอบครัวได้ประมาณ ๓๓๐ ครอบครัว อพยพมาตั้งบ้านเรือนขึ้นใหม่อีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า บ้านบึงบอน ต่อมา พ.ศ. ๒๓๔๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระบรมราชโองการยกฐานะให้เป็น<b>&quot;เมืองขอนแก่น&quot;</b>แต่งตั้งให้<b>&quot;ท้าวสัก&quot;</b>&nbsp;เป็นเจ้าเมืองขอนแก่นคนแรก มีนามว่า&nbsp;<b>&quot;พระนครศรีบริรักษ์&quot;</b>&nbsp;&nbsp;เนื่องจากชนชั้นปกครองเมืองต่างๆ ในภาคอีสาน ซึ่งมีเชื้อสายเนื่องมาจากนครเวียงจันทน์ เมื่อท้าวเมืองแพน หรือพระนครศรีบริรักษ์ บรมราชภักดี ได้ตั้งเมืองขอนแก่นขึ้นที่บ้านบึงบอนแล้วก็ได้เริ่มสร้างวัดขึ้น ๔ วัด ตามแบบประเพณีโบราณเนื่องจากวัดเหนือ(วัดธาตุ) เป็นวัดสำหรับเจ้าเมืองดังกล่าว</p>

<p><b>&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<font size="5">๑. วัดเหนือ</font></b><font size="5">&nbsp;อยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองหรืออยู่ทางต้นน้ำสำหรับเป็นสถานที่ชุมนุมทำบุญของเจ้าเมืองปัจจุบันคือ&nbsp;<b>วัดธาตุพระอารามหลวง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</b></font><b>&nbsp; ๒. วัดกลาง</b>&nbsp;&nbsp;อยู่กึ่งกลางระหว่างวัดเหนือกับวัดใต้ สำหรับเป็นที่ชุมนุมทำบุญของประชาชนทั่วไป ปัจจุบันคือ<b>&nbsp;วัดกลาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;๓. วัดใต้</b>&nbsp;&nbsp;อยู่ทางทิศใต้ของตัวเมือง หรืออยู่ทางใต้ของสายน้ำ ปัจจุบัน คือ&nbsp;<b>วัดหนองแวง พระอารามหลวง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;๔. วัดท่าแขก</b>&nbsp;&nbsp;สำหรับพระภิกษุอาคันตุกะจากถิ่นอื่นมาพักและประกอบพุทธศาสนพิธี ปัจจุบันคือ<b>&nbsp;วัดโพธิ์</b><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดธาตุมีเจ้าอาวาสผู้ปกครองวัดสืบต่อกันมามากกว่าศตวรรษ เจ้าอาวาสอาจจะมีตำแหน่งเป็นพระครูหลักคำ พระครูสังฆราช พระครูด้าน พระครูฝ่าย พระครูยอดแก้วหรือพระครูลูกแก้ว ตามศักดิ์ที่ใช้เรียกตำแหน่งสมณศักดิ์ในสมัยนั้นมาบ้างแล้วหลายรูป &nbsp;&nbsp;แต่ไม่สามารถจะหาหลักฐานมายืนยันได้ วัดธาตุแม้จะมีปูชนียสถานคือพระธาตุเจดีย์อยู่ก็จริง แต่พระเจดีย์หลายองค์ ก็ชำรุดทรุดโทรมพังทลายไปเกือบหมดสิ้น จนไม่สามารถจะสังเกตได้ว่าองค์ไหนเป็นพระธาตุดั้งเดิม ซึ่งเจ้าเพี้ยเมืองแพนได้สร้างขึ้น หลักฐานใด ๆ ก็ไม่มีปรากฏ<br />
<b>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓</b>&nbsp;คณะกรรมการวัดเห็นว่าพระธาตุมีรวมกันหลายองค์ ทุกองค์ล้วนมีลักษณะทรุดโทรม จนไม่สามารถทราบได้ว่าองค์ไหนเป็นพระธาตุองค์เดิม จึงได้ตัดสินใจให้นายช่างออกแบบสร้างพระธาตุองค์ใหม่ขึ้นครอบองค์เดิมไว้ ทั้งหมด โดยสร้างให้ใหญ่และสูงกว่าเดิม &nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อรักษาศรัทธาปสาทะและความศักดิ์สิทธิ์ไว้ และให้ชื่อว่าเจดีย์พระธาตุนครเดิม ตามที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ &nbsp;มีส่วนสูงวัดจากยอดสุดลงมา ๔๕ เมตร<br />
<b>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;พ.ศ. ๒๔๓๐-๒๔๗๓</b>&nbsp;พระครูพุทธา&nbsp;&nbsp; พุทธฺสโร เจ้าอาวาส การปกครองในยุคนี้เป็นระเบียบเรียบร้อย มีพระภิกษุ&nbsp;สามเณรมาก มีการศึกษาพระธรรมวินัย เรียกในสมัยนั้นว่า เรียนสนธิ เรียนนาม เรียนมูลกัจจายน์ และมีการส่งเสริมการเทศน์เสียงลำมหาชาติทำนองพื้นเมือง&nbsp;<b>พระครูพุทธา เจ้าอาวาส</b>&nbsp;เป็นผู้ทรงความรู้ความสามารถในการเทศน์ทำนองเสียงลำมหาชาติพื้นเมืองชั้นหนึ่ง ถึงมรณภาพในปี ๒๔๗๓<br />
<b>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;พ.ศ. ๒๔๓๐ - ๒๔๘๓</b>&nbsp;พระครูบับ ปญฺญาวโร ศิษย์ของพระครูพุทธา ได้เป็นเจ้าอาวาส ต่อมาท่านได้ปกครองวัดเจริญรอยตามพระครูบาอาจารย์ทุกอย่าง พระสงฆ์ สามเณร และประชาชนเคารพนับถือมาก เช่น เมื่อ&nbsp;<b>พ.ศ. ๒๔๗๕</b>&nbsp;ได้มีศรัทธาสร้างกุฎีถวายพระครูบับสำหรับเป็นที่อยู่ของเจ้าอาวาสในสมัยนั้น (ขณะนี้รื้อไปแล้ว) พระครูบับ ปญฺญาวโร เป็นเจ้าอาวาสอยู่ประมาณ ๑๐ ปี &nbsp;ได้ลาสิกขาไปเมื่อ<b>ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๓<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;พ.ศ. ๒๔๘๓ - ๒๔๙๐</b>&nbsp;พระครูวิเวกธรรมปฏิบัติ (พั้ว &nbsp;พุทฺธโชโต) เจ้าคณะแขวงพระลับ&nbsp;<b>เจ้าอาวาสวัดท่าราชไชยศรี</b>&nbsp;ได้รับความเห็นชอบจากทางคณะสงฆ์และทายก-ทายิกา ให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธาตุ ท่านได้ปรับปรุงการปกครอง การศึกษาการเผยแผ่ และการสาธารณูปการโดยกว้างขวาง ซึ่งนับเป็นรากฐานของวัดธาตุสืบมาจนบัดนี้ ทั้งนี้เพราะท่านเป็นทั้งนักปกครอง นักศึกษา นักเทศน์ และนักก่อสร้าง<br />
<b>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;พ.ศ. ๒๔๙๐ &ndash; ๒๕๕๒</b>&nbsp;&nbsp;พระธรรมวิสุทธาจารย์ (เหล่ว สุมโน ป.ธ. ๕, พธ.ด.) &nbsp;เป็นเจ้าอาวาส&nbsp; ได้มีการปรับปรุง&nbsp; พัฒนาทั้งด้านการศึกษา&nbsp; การปกครอง&nbsp; การเผยแผ่ และสาธารณูปการเต็มรูปแบบ&nbsp; ซึ่งในอดีตนั้นวัดธาตุมีการจัดการศึกษาเล่าเรียนตามแบบพื้นเมืองโบราณ ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดสนใจใฝ่ศึกษาจะต้องเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเท ฯ จนกระทั่งสมัยพระครูวิเวกธรรมปฏิบัติ (พั้ว เป็นเจ้าอาวาส &nbsp;ได้วางรากฐานการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกนักธรรม-บาลีขึ้น โดยได้สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมและจัดหาครูสอนพระปริยัติธรรมจากวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ ๒ รูป คือ พระมหาเหล่ว&nbsp;&nbsp; สุมโน ป.ธ.๕ (พระธรรมวิสุทธาจารย์) และพระมหาพราม&nbsp; จิตฺตเสโน ป.ธ.๖ มาเป็นครูสอนประจำสำนักรุ่นแรก &nbsp;ต่อมาเมื่อถึงสมัยพระธรรมวิสุทธาจารย์ (เหล่ว สุมโน)&nbsp;&nbsp;เป็นเจ้าอาวาส ได้ส่งเสริมและปรับปรุงพัฒนาสำนักเรียนให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยแต่ละปีมีพระภิกษุสามเณรเข้าศึกษาและสอบเปรียญธรรมได้เป็นจำนวนมาก มีครูสอนพระปริยัติธรรมที่มีความรู้ความสามารถทำการสอนประจำในอดีต ได้แก่<br />
๑. พระมหาคำพันธ์&nbsp;&nbsp; โกวิโท ป.ธ.๗ (พระเทพมงคลเมธี&nbsp; อดีตเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น)<br />
๒. พระมหาทองสา&nbsp; วรลาโภ ป.ธ.๘ (พระเทพกิตติรังษี ป.ธ. ๘, พธ.ด. เจ้าอาวาส-เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น)<br />
๓. พระมหาบัวผัน&nbsp;&nbsp; ปคุณธมฺโม ป.ธ.๘ (พระกิตติญาณโสภณ&nbsp; อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีนวล-รจจ.ขอนแก่น)<br />
๔. พระมหานิยม&nbsp;&nbsp;&nbsp; อุตฺตโม ป.ธ.๗<br />
๕. พระครูประสาธน์ปริยัติกิจ&nbsp; (ปาว &nbsp;เตชธมฺโม ป.ธ. ๔)<br />
๖. พระครูอรรถสารเมธี (จำนง&nbsp; อติเมโธ ป.ธ. ๔, เจ้าอาวาสวัดวุฒาราม, เจ้าคณะอำเภอเมืองขอนแก่น)<br />
๗. พระครูศรีวิสุทธิวัฒน์ (จำเริญ ปสุโต ป.ธ.๖, กศ.ม., ผอ.ร.ร.วิเวกธรรมประสิทธิ์วิทยารูปปัจจุบัน)<br />
<b>พ.ศ. ๒๕๕๓ &ndash;ปัจจุบัน</b>&nbsp; พระเทพกิตติรังษี&nbsp; (ทองสา&nbsp; วรภาโภ&nbsp; ป.ธ. ๘, พธ.ด.)&nbsp; เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันและตำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ได้ดำเนินการพัฒนาวัดธาตุ พระอารามหลวงอย่างที่บูรพาจารย์เคยปฏิบัติมา โดยเฉพาะวัดธาตุถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของการศึกษาของคณะสงฆ์จังหวัด จึงมีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาเพื่อศึกษาและปฏิบัติศาสนกิจปีละประมาณ &nbsp;๑๕๐ รูป ดังนั้น&nbsp; ท่านจึงได้แบ่งการปกครองออกเป็น ๗ คณะ ตามหมายเลขประจำกฏิ หรือกลุ่มกุฏิ โดยมีเจ้าคณะแต่ละรูปทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส ดูแลปกครองและสงเคราะห์พระภิกษุสามเณรภายในคณะ ให้ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย ระเบียบกติกา&nbsp;ของวัด และให้ได้รับความสัปปายะตามสมควรแก่ฐานะ</p>

<p><b>การพัฒนาการศึกษาภายในวัด<br />
พ.ศ.๒๔๘๖</b>&nbsp;จัดตั้งสำนักเรียนวิเวกธรรมประสิทธิ์วิทยา เปิดสอนแผนกนักธรรม-บาลี<br />
<b>พ.ศ.๒๕๒๙</b>&nbsp;โรงเรียนวิเวกธรรมประสิทธิ์วิทยา ได้ขอเปิดขยายโอกาสทางการศึกษาขึ้น โดยขอเป็นสาขาของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ กรุงเทพ ฯ ในนาม &ldquo;มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์วิทยาเขตขอนแก่น&rdquo;เปิดสอนในระดับอุดมศึกษาคณะพุทธศาสตร์<br />
<b>พ.ศ.๒๕๓๑</b>&nbsp;เปิดศูนย์การศึกษาโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เพื่อให้โอกาสแก่เยาวชนที่สนใจได้ศึกษาพุทธประวัติและหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา<br />
<b>พ.ศ.๒๕๓๔</b>&nbsp;โรงเรียนวิเวกธรรมประสิทธิ์วิทยา &nbsp;เปิดสอนแผนกสามัญศึกษา<br />
<b>พ.ศ.๒๕๓๖</b>&nbsp;มหาจุฬาฯ เปิดสอน ๒ คณะ คือ คณะครุศาสตร์ และรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์&nbsp;&nbsp;ปัจจุบันได้เปิดสอนเพิ่มอีก ๒ คณะ คือ คณะมนุษยศาสตร์&nbsp; คณะพุทธศาสตร์ และเปิดสอนหลักสูตรมหาบัณฑิต ๔ สาขา คือ สาขาพระพุทธศาสนา สาขาปรัชญา&nbsp; สาขาบริหารศึกษา &nbsp;สาขารัฐประศาสนศาสตร์</p>

<p>ทำเนียบเจ้าอาวาส<br />
รูปที่ ๑ พระครูพทุธา พุทฺธสโร พ.ศ.๒๔๓๐-พ.ศ.๒๔๗๓<br />
รูปที่ ๒&nbsp;พระบับ ปญฺญาวโร พ.ศ.๒๔๗๓-พ.ศ.๒๔๘๔<br />
รูปที่ ๓ พระครูวิเวกธรรมปฏิบัติ พ.ศ.๒๔๘๔-พ.ศ.๒๔๙๐<br />
รูปที่ ๔ พระธรรมวิสุทธาจารย์ (เหล่ว สุมโน ป.ธ.๕)&nbsp;พ.ศ.๒๔๙๐-พ.ศ.๒๕๔๒<br />
รูปที่ ๕ พระเทพกิตติรังษี (ทองสา วรลาโภ ป.ธ.๔) พ.ศ.๒๕๔๒-พ.ศ.๒๕๖๑<br />
รูปที่ ๖ พระโสภณพัฒนบัณฑิต พ.ศ.๒๕๖๑&nbsp;&nbsp;- ปัจจุบัน</p>

<p>&nbsp;ที่มาข้อมูล&nbsp;https://sites.google.com/site/wadthatkhonkaen/background</p>
]]></description>
<enclosure url='https://kkn.onab.go.th/th/file/get/file/20210419cf68b95f80bbe5530ffd63968bbaa09b150249.jpg' type='image/jpg' length='92001' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดหนองแวง พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://kkn.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/649</link>
<guid isPermaLink="false">0a7625fb6e505a656247b03c6aac49c2</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://kkn.onab.go.th/cms/s57/u1/เกี่ยวกับเรา/ตราสำนักงานพระพุทธศาสนา.png" style="width: 100px; height: 120px;" /></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://kkn.onab.go.th/th/file/get/file/202401082a467dbfe80c003449f5d70e19b274dc155012.jpg' type='image/jpg' length='556015' />
</item>
</channel>
</rss>
